About hahhongadmin

This author has not yet filled in any details.
So far hahhongadmin has created 165 blog entries.

ปั่นอย่างโปรด้วย PRO for ROAD BIKE

งบไม่เยอะใช้ตัวไหนดี? ชอบเบาๆต้องซื้อรุ่นไหน? เน้นแอโร่ต้องใช้อะไร? เชื่อว่าตอนนี้หลายคนคงลายตาและมึนงงกับผลิตภัณฑ์มากมายจาก PRO ที่มารอให้คุณเลือกสรร เราจึงจะมาไขข้อสงสัยและแนะนำให้คุณรู้จัก ROAD Component จาก PRO มากขึ้นอีกนิด แต่ละรุ่นมีจุดเด่นอะไร เหมาะกับนักปั่นสายไหน เรามีคำตอบมาให้คุณแล้ว!

#POWERSYOURPERFORMANCE #RideShimano

VIBE

มาเริ่มกันด้วยตัวท็อปอย่าง VIBE ที่จะต้องถูกใจสายแต่งเบาแน่ๆ เพราะเน้นผลิตจากวัสดุคาร์บอนเกรดสูง ราคาเลยสูงขี้นตามไปเช่นกัน จึงเหมาะกับนักปั่นที่กระเป๋าหนักงบเยอะซักหน่อย แต่ถ้าใครงบน้อยลงมาก็ไม่ต้องเสียใจ เพราะซีรี่ย์ VIBE ยังมี Component ที่ทำจากอลูมิเนียมเกรดสูง อาจจะทำให้น้ำหนักมากกว่าตัวคาร์บอนก็จริง แต่ก็ยังจัดว่าเบามากๆ และช่วยลดคอสลงไปได้เยอะเลยทีเดียว

สำหรับแฮนด์จากซีรี่ย์ VIBE มีเข้ามาทั้งทรง Compact ที่มีระยะ Reach สั้นกว่า จึงเปลี่ยนตำแหน่งการจับแฮนด์ได้ง่าย และทรง Aero-compact ที่ส่วนบาร์แฮนด์เป็นทรงแบน เพิ่มความแอโร่มากขึ้นกว่าเดิม

VIBE AERO SUPERLIGHT

  • วัสดุ : คาร์บอน
  • ทรง : Aero-compact
  • Drop : 130MM
  • Reach : 80MM
  • ยาว : 38-42CM
  • น้ำหนัก : 195-205G
  • ราคา : 12,000 บาท

VIBE CARBON SUPERLIGHT

  • วัสดุ : คาร์บอน
  • ทรง : Compact
  • Drop : 130MM
  • Reach : 80MM
  • ยาว : 40-44CM
  • น้ำหนัก : 175-185G
  • ราคา : 10,500 บาท

VIBE CARBON

  • วัสดุ : คาร์บอน
  • ทรง : Compact
  • Drop : 130MM
  • Reach : 80MM
  • ยาว : 40-44CM
  • น้ำหนัก : 220-230G
  • ราคา : 10,000 บาท

VIBE ALLOY HANDLEBAR

  • วัสดุ : อลูมิเนียม
  • ทรง : Compact
  • Drop : 130MM
  • Reach : 80MM
  • ยาว : 40-44CM
  • น้ำหนัก : 245-255G
  • ราคา : 2,730 บาท

VIBE CARBON STEM

  • วัสดุ : คาร์บอน
  • องศา : ±8°
  • ยาว : 90-130MM
  • น้ำหนัก : 130-170G
  • ราคา : 8,400 บาท

VIBE STEM / VIBE STEM 1 1/4

  • วัสดุ : อลูมิเนียม
  • องศา : -10° / -17°
  • ยาว : 80-110MM
  • น้ำหนัก : 120-150G
  • ราคา : 3,350 บาท

VIBE Di2 SEATPOST SIDE CLAMP

  • วัสดุ : UD คาร์บอน
  • ยาว : 400MM
  • ขนาดท่อ : 27.2MM / 31.6MM
  • เยื้อง : 0MM / 20MM
  • ราคา : 6,500 บาท

VIBE ALLOY SEATPOST

  • วัสดุ : อลูมิเนียม
  • ยาว : 350MM
  • ขนาดท่อ : 27.2MM / 31.6MM
  • เยื้อง : 0MM
  • ราคา : 2,670 บาท

PLT

ราคาย่อมเยาว์ลงมาอีกเยอะสำหรับซีรี่ย์ PLT ที่พัฒนาต่อยอดมาจากตัวเริ่มต้นอย่าง LT เน้นผลิตด้วยวัสดุอลูมิเนียมเป็นหลัก มาพร้อมความทนทานที่ถึงจะน้ำหนักมากกว่า VIBE แต่ก็ยังจัดอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างเบาอยู่ พร้อมคงคุณภาพไว้ไม่แพ้รุ่นท็อป

ในส่วนของแฮนด์ PLT มีทรง Compact และ Ergo-compact ที่ส่วนบาร์แฮนด์เป็นทรงรี จึงจับได้สบายมือกว่า

PLT ERGO HANDLEBAR

  • วัสดุ : อลูมิเนียม
  • ทรง : Ergo-compact
  • Drop : 128MM
  • Reach : 75MM
  • ยาว : 38-44CM
  • น้ำหนัก : 275-290G
  • ราคา : 1,840 บาท

PLT HANDLEBAR

  • วัสดุ : อลูมิเนียม
  • ทรง : Compact
  • Drop : 128MM
  • Reach : 75MM
  • ยาว : 38-44CM
  • น้ำหนัก : 275-290G
  • ราคา : 1,670 บาท

PLT STEM

  • วัสดุ : อลูมิเนียม
  • องศา : ±10°
  • ยาว : 80-120MM
  • น้ำหนัก : 130G (100MM)
  • ราคา : 1,600 บาท

PLT SEATPOST

  • วัสดุ : อลูมิเนียม
  • ยาว : 400MM
  • ขนาดท่อ : 27.2MM / 31.6MM
  • เยื้อง : 0MM / 20MM
  • ราคา : 1,670 บาท

LT

เพิ่มน้ำหนักขึ้นมาอีกนิด กับราคาที่เป็นมิตรมากกว่าเดิม ด้วย Component อลูมิเนียมที่มีความทนทานคุ้มค่าคุ้มราคา สำหรับนับปั่นที่มีงบน้อยลงมาหน่อย

แฮนด์จาก LT เองก็มีทรง Compact และ Ergo-compact ให้เลือกเช่นกัน

LT ERGO HANDLEBAR

  • วัสดุ : อลูมิเนียม
  • ทรง : Ergo-compact
  • Drop : 125MM
  • Reach : 70MM
  • ยาว : 40-44CM
  • น้ำหนัก : ตั้งแต่ 280G
  • ราคา : 1,250 บาท

LT COMPACT HANDLEBAR

  • วัสดุ : อลูมิเนียม
  • ทรง : Compact
  • Drop : 125MM
  • Reach : 70MM
  • ยาว : 40-44CM
  • น้ำหนัก : ตั้งแต่ 280G
  • ราคา : 1,150 บาท

ในส่วนของสเต็มและหลักอานในซีรี่ย์ LT นอกจากใช้ประกอบรถจักรยานเสือหมอบแล้ว ยังสามารถใช้กับจักรยานเสือภูเขาได้อีกด้วย

LT STEM

  • วัสดุ : อลูมิเนียม
  • องศา : ±6°
  • ยาว : 60-120MM
  • น้ำหนัก : 148G (100MM)
  • ราคา : 980 บาท

LT SEATPOST

  • วัสดุ : อลูมิเนียม
  • ยาว : 400MM
  • ขนาดท่อ : 27.2MM / 31.6MM
  • เยื้อง : 0MM / 20MM
  • ราคา : 1,000 บาท

รู้จักกันครบทั้ง 3 ซีรี่ย์แล้วกับ ROAD Component ที่จะช่วยให้คุณปั่นได้ดีขึ้น ดียิ่งกว่า และดีที่สุด! หลายคนคงเริ่มมีสักชิ้นที่เล็งเอาไว้ในใจ เพื่อความชัวร์ว่าผลิตภัณฑ์ที่คุณเลือกจะช่วยส่งเสริม Performance ของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถตบเท้าเข้าร้านตัวแทนจำหน่าย PRO ทั่วประเทศ เพื่อวัดไซส์ ขอคำแนะนำ และหิ้วเอาตัวช่วยในการปั่นของคุณกลับบ้านได้แล้ววันนี้

 

ค้นหาร้านค้าตัวแทนจำหน่าย http://hahhong.com/dealer/
รายละเอียดสินค้า PRO http://hahhong.com/products/pro/
ติดตามข่าวสารและโปรโมชั่นอื่นๆ https://www.facebook.com/PROcomponentTH/ | https://www.facebook.com/hahhongth/

ปั่นอย่างโปรด้วย PRO for ROAD BIKE2021-01-06T13:33:33+07:00

ทำไมระบบชุดขับ SHIMANO ต้องใช้ร่วมกัน?

ทำไมระบบเกียร์ Hyperglide+ ที่อยู่ในชุดขับเคลื่อน Shimano MTB 12 Speed นั้นต้องทำงานร่วมกัน จึงจะได้ประสิทธิภาพเต็ม 100% ของการพัฒนาระบบเกียร์ใหม่ที่เร็วและนุ่มนวลที่สุด เรามาดูกันแต่ละส่วนเลยว่าระบบขับเคลื่อน Hyperglide+ นั้นพัฒนาอะไรบ้าง แล้วมันดีอย่างไร

ก่อนอื่นนั้นเรามาทำความรู้จักระบบขับเคลื่อนของ Shimano MTB กันก่อน

สำหรับชุดขับเคลื่อน Shimano MTB นั้นมีมาตั้งแต่ปี 1976 เป็นระบบขับเคลื่อน MTB ที่เก่าแก่ที่สุดที่ชื่อว่า Unglide (อันไกลด์) ระบบเกียร์ทำงานได้เร็ว แล้วก็ทนทาน ต่อมาในปี 1988 ได้พัฒนาระบบ Hyperglide (ไฮเปอร์ไกลด์) ให้ระบบเกียร์มีความรวดเร็วและสมูทมากยิ่งขึ้น และระบบเกียร์ Shimano MTB 12 Speed ก็คือ Hyperglide+ (ไฮเปอร์ไกลด์พลัส)
ที่พัฒนาให้การเปลี่ยนเกียร์ขึ้นและลงที่ราบรื่นแม้กระทั่งในขณะที่ส่งกำลังเต็มที่รวมถึงความนุ่มนวลที่เป็นเลิศตามเอกลักษณ์ของ Shimano

สำหรับระบบเกียร์ Hyperglide+ นั้นคือเป็นการพัฒนาของ 3 ชิ้นซึ่งเป็นหัวใจหลักของชุดขับเคลื่อนในการส่งกำลัง และการเปลี่ยนเกียร์ที่สมบูรณ์แบบ นั่นคือ ใบจาน โซ่ และ เฟือง สำหรับ 3 ชิ้นนี้ถือเป็นหัวใจหลักของการเปลี่ยนเกียร์เพราะแรงโหลดต่างๆรวมถึงการส่งกำลังที่ดีจะมาจากการขับเคลื่อนของ โซ่ เฟือง และใบจานดังนั้นระบบเกียร์ Hyperglide+ จึงได้พัฒนา 3 สิ่งนี้ให้มีประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นในทุกด้าน

เรามาเริ่มที่สิ่งแรกคือใบจาน

ใบจานของชุดขับเคลื่อน Shimano 12 Speed ทั้ง 4 ซีรี่ส์นั้นจะมี Profileใบจานที่เหมือนกันแต่จะต่างกันที่วัสดุของแต่ละซีรี่ส์ ใบจานใหม่นั้นมีการทำใบจานที่แตกต่างกับชุดเกียร์รุ่นก่อนหรือแบรนด์อื่นๆ เพื่อการทำงานร่วมกับโซ่ที่สมบูรณ์แบบ 100% โดยใบจานนั้นจะยึดเกาะกับโซ่ที่แน่นขึ้น ทำให้การส่งกำลังที่ต่อเนื่องแม้ในกระทั่งขณะออกแรงขึ้นเนินเต็มที่พร้อมการเปลี่ยนเกียร์ ระบบเกียร์จะทำหน้าที่ได้อย่างราบรื่น

ส่วนสำคัญต่อมาคือ โซ่

โซ่ใหม่นั้นได้พัฒนาให้ข้อต่อด้านในโซ่นั้นมีพื้นที่น้อยลง นั่นหมายความว่าใบจานและโซ่จะมีช่องว่างระหว่างกันน้อยลง ทำให้การยึดของโซ่ที่แน่นมากขึ้น ทำให้ทุกการเปลี่ยนเกียร์และการส่งกำลังมีประสิทธิภาพมากขึ้นและโซ่นั้นจะมีความนิ่งมากขึ้น โดยตอนติดตั้งโซ่เข้ากับใบจานใหม่นั้น ให้นำข้อโซ่นอกลงที่ฟันของใบจานที่ใหญ่ (ลักษณะฟันของใบจานใหม่จะเป็นใหญ่สลับเล็ก) โซ่จะลงล๊อกกับใบจานในตำแหน่งที่ถูกต้องเพื่อการทำงานที่สมบูรณ์แบบ

ส่วนสำคัญสุดท้ายคือ เฟืองหลัง

ตัวเฟืองหลังนั้นได้ทำการปรับเปลี่ยน Profile ใบฟันและร่องของเฟืองใหม่เพื่อการทำงานของโซ่ทั้งขึ้นและลงที่เร็วขึ้นและการทำงานที่สมูทมากขึ้น คุณจะเปลี่ยนเกียร์จังหวะไหนก็ได้ตามที่คุณต้องการไม่ว่าจะเปลี่ยนเกียร์ในขณะที่สปิ้นขึ้นเนิน ในทุกสภาพเส้นทาง ระบบเกียร์ใหม่จะทำหน้าที่ร่วมกันได้อย่างดีที่สุดและไม่มีข้อผิดพลาดในการเปลี่ยนเกียร์

หน้านี้จะแสดงให้เห็นถึงการเปรียบเทียบความเร็วของชุดขับเคลื่อน Shimano MTB 10-11 Speed รุ่นก่อนหน้าที่เป็นระบบขับเคลื่อน Hyperglide และชุดขับเคลื่อน Shimano MTB 12 Speed ใหม่ ที่เป็นระบบ Hyperglide+ ใหม่ จากกราฟจะเห็นว่าระยะเวลาตั้งแต่การกดเปลี่ยนเกียร์ในตำแหน่งเดียวกันนั้นระบบเกียร์ Hyperglide+ จะทำได้เร็วกว่าค่อนข้างเยอะ โดยใช้เวลาเพียง 1ใน3 ของระบบเกียร์ Hyperglide โดยส่วนปลายของคลื่นนั้นแสดงให้เห็นว่าเกียร์ได้ลงตำแหน่งของเฟืองแล้ว

ส่วนกราฟนี้จะแสดงให้เห็นถึงการเปรียบเทียบความสมูทราบรื่นของการเปลี่ยนเกียร์ โดยสังเกตจากคลื่นสีที่มีความสูงต่ำที่ไม่เท่ากันโดยคลื่นยิ่งต่ำนั้นยิ่งสมูทและราบรื่น จากสีนั้นระบบเกียร์ Hyperglide+ ที่จะมีความสมูทที่มากกว่าค่อนข้างเยอะ

(สามารถดู VDO ความแตกต่างได้จากลิ้งนี้ : https://youtu.be/Z5I33ohEJrk)

นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าระบบเกียร์ Hyperglide+ นั้นออกแบบการทำงานร่วมกันของโซ่ จาน และ เฟืองจึงจะได้ประสิทธิภาพการทำงานของเกียร์ 100% ถ้าหากชิ้นใดชิ้นหนึ่งที่ไม่ใช่ Shimano ใช้แบรนด์อื่นๆที่มี Profile ใบฟันเฟืองที่ไม่เหมือนก็จะทำให้การยึดเกาะของทั้ง 3 ชิ้น ไม่สมบูรณ์แบบทำให้การเปลี่ยนเกียร์ที่ด้อยลงและการส่งกำลังประสิทธิภาพลดลง

ระบบเกียร์ Hyperglide+ นั้นจะอยู่ในชุดขับเคลื่อน Shimano MTB 12 Speed ใหม่ในทุกซีรี่ส์คือ XTR M9100 / XT M8100 / SLX M7100 / DEORE M6100 สำหรับใบจาน เฟือง โซ่นั้นสามารถใช้งานร่วมกันได้ทั้งหมด

ค้นหาร้านค้าตัวแทนจำหน่าย http://hahhong.com/dealer/
รายละเอียดสินค้า Shimano http://hahhong.com/products/shimano/
ติดตามข่าวสารและโปรโมชั่นอื่นๆ https://www.facebook.com/hahhongth/

ทำไมระบบชุดขับ SHIMANO ต้องใช้ร่วมกัน?2020-12-29T13:42:51+07:00

ทำความรู้จักกับ PRO

“PRO” แบรนด์อุปกรณ์จักรยานที่หลายคนอาจพอคุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่บ้าง เพราะเป็นสปอนเซอร์ให้กับนักปั่นทีม Sunweb เราจึงมีโอกาสได้เห็นอุปกรณ์ของ PRO เข้าเส้นชัยพร้อมนักปั่นอยู่หลายครั้ง เป็นตัวช่วยการันตีในประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์จาก PRO ได้เป็นอย่างดี ซึ่งนอกจากอุปกรณ์สำหรับนักแข่งระดับโปรทัวร์แล้ว PRO เองก็มีผลิตภัณฑ์ในไลน์อื่นๆอีกมากมายที่เข้าได้กับทุกสไตล์การปั่นตั้งแต่เรนจ์เริ่มต้นเลยทีเดียว วันนี้เราจึงพา PRO มาแนะนำตัวให้นักปั่นทุกท่านรู้จักกันมากขึ้น พร้อมเหตุผลว่าทำไมคุณจึงควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จาก PRO
PRO เป็นแบรนด์ลูกของ SHIMANO ที่มีต้นกำเนิดจากประเทศเนเธอแลนด์ ก่อตั้งและพัฒนาอุปกรณ์จักรยานอย่างไม่หยุดยั้งมากว่า 30 ปีตั้งแต่ ค.ศ. 1989 จึงมั่นใจได้ในคุณภาพและมาตรฐานของผลิตภัณฑ์จาก PRO
PRO ผลิตอุปกรณ์สำหรับจักรยานทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น ROAD / MTB / TRI / GRAVEL รวมถึง TOURING ด้วย โดยมีผลิตภัณฑ์ 3 กลุ่มใหญ่ๆคือ
  • COMPONENTS – เบาะ แฮนด์ สเต็ม หลักอาน ที่ถูกดีไซน์มาในหลากหลายรูปแบบ ให้คุณได้เลือกใช้ให้เข้ากับสไตล์การปั่นของคุณมากที่สุด
  • ACCESSORIES – เรียกว่ามีให้เลือกสรรมาติดตั้งทั้งคันตั้งแต่หน้ายันท้ายรถ ไม่ว่าจะเป็นผ้าพันแฮนด์ กระติกน้ำ กระเป๋า และอีกมากมาย
  • TOOLS – เครื่องมือช่างอย่างดีทั้งชุดใหญ่และขนาดพกพาก็มีให้คุณเลือกใช้เช่นกัน
PRO ทำงานร่วมกับบุคคลากรชั้นยอด ทั้งนักปั่น ดีไซน์เนอร์ วิศวกร เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด รวมถึงคอยฟังเสียงของผู้ใช้อยู่เสมอ โดยมีการรวบรวมความคิดเห็นของผู้ใช้งานจริงเพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น
PRO ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆพัฒนาผลิตภัณฑ์อยู่เสมอ รวมถึงมีการทดสอบอย่างหนักก่อนวางขาย เพื่อให้ลูกค้าของเราทุกคนมั่นใจได้ในมาตรฐานและคุณภาพของผลิตภัณฑ์จาก PRO
PRO เข้าใจว่านักปั่นทุกคนมีเอกลักษณ์และประสบการณ์ที่แตกต่างกัน ซึ่งย่อมต้องการการแก้ปัญหาที่ไม่เหมือนกัน จึงมีการแชร์ข้อมูลกับ Bikefitting.com เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์และครอบคลุมความต้องการของนักปั่นให้ได้มากที่สุด

ทุกคนที่ PRO เองก็หลงใหลในการปั่นจักรยานเหมือนกับคุณ เราจึงมีความเข้าใจนักปั่นมากที่สุด และพร้อมจะช่วยเหลือนักปั่นทุกคนให้ปั่นได้ดีขึ้น ไปจนถึงดึงศักยภาพสูงสุดของนักปั่นออกมา ซึ่งปลายทางก็คือการสร้างความสุขในการปั่นที่มากกว่าเดิมให้กับลูกค้าของเรานั่นเอง

มั่นใจได้ในผลิตภัณฑ์ของ PRO เพราะเรามีการรับประกันสินค้า แฮนด์ สเต็ม หลักอาน ตลอดอายุการใช้งาน (10 ปี)
ในส่วนของผลิตภัณฑ์กลุ่มอื่นเองก็มีการรับประกันเป็นระยะเวลา 2 ปี

เปิดประสบการณ์การปั่นที่ดียิ่งกว่าเดิมไปกับ PRO ได้แล้ววันนี้ ที่ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

ค้นหาร้านค้าตัวแทนจำหน่าย http://hahhong.com/dealer/
รายละเอียดสินค้า PRO http://hahhong.com/products/pro/
ติดตามข่าวสารและโปรโมชั่นอื่นๆ https://www.facebook.com/PROcomponentTH/ | https://www.facebook.com/hahhongth/

ทำความรู้จักกับ PRO2020-12-29T13:05:00+07:00

วิธีวัดไซส์สำหรับหมวกจักรยาน | LAZER

สำหรับคลิปนี้จะเป็นวิธีการวัดขนาดศรีษะเพื่อหาไซส์หมวกจักรยานที่เหมาะสม และการปรับโครงภายในหมวกให้มีความกระชับเข้ากับศรีษะของเรา
มาดูวิธีการเลือกไซส์หมวกจักรยาน LAZER เเละเทคนิคการปรับโครงหมวกให้เข้ากับศีรษะเราเพื่อความสบายเเละความปลอดภัยสูงสุดกันครับ

 

ค้นหาร้านค้าตัวแทนจำหน่ายใกล้คุณ: http://hahhong.com/dealer/
สินค้า LAZER: http://hahhong.com/product/lazer/
ติดตามรับข่าวสารและโปรโมชั่น: Lazer Helmets by Hah Hong | Hah Hong

 

#UseYourHead #LazerSportSEA

วิธีวัดไซส์สำหรับหมวกจักรยาน | LAZER2021-01-18T15:51:26+07:00

Off Road Shoe คู่ไหนที่ใช่สำหรับคุณ

“รองเท้า” อีกหนึ่งอุปกรณ์คู่ใจนักปั่นที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามีผลทำให้ Performance ทั้งดีขึ้นหรือแย่ลงได้ รองเท้าสำหรับปั่นจักรยานโดยเฉพาะนั้น นอกจากมีที่ติดตั้งคลีทเพื่อล็อคเท้าไว้กับบันไดแล้ว มักจะมีพื้นแข็งกว่ารองเท้าทั่วไปเพื่อให้สามารถส่งแรงปั่นไปยังบันไดได้มากที่สุด ซึ่งในส่วนของรองเท้า MTB หรือ Off road shoe นอกจากการส่งแรงปั่นแล้วยังถูกออกแบบมาโดยคำนึงถึงความคล่องตัวในการใช้งานกลางป่ากลางเขาหรือพื้นที่ขรุขระด้วย จึงทำให้พื้นรองเท้าไม่แข็งเท่ารองเท้าเสือหมอบ มีสันป้องกันรอบตัวคลีท และมีดอกยางใต้รองเท้าเพื่อช่วยสลัดโคลน หรือสรุปสั้นๆได้ว่ารองเท้าเสือภูเขานั้นเน้นความคล่องตัวในการใช้งานมากกว่าความเร็วครับ

ในการเลือกรองเท้าสักคู่ นอกจากเลือกที่สวมใส่กระชับสบายแล้ว การเลือกคู่ที่รองรับเข้ากับสไตล์การปั่นก็เป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยส่งเสริม Performance ให้สูงขึ้นได้ วันนี้เราจึงพารองเท้า Off road จาก SHIMANO มาแนะนำว่ารุ่นไหนมีจุดเด่นอะไร และรุ่นไหนบ้างที่เหมาะกับคุณ

SHIMANO S-PHYRE XC9

รองเท้าเสือภูเขาตัวท็อปจาก SHIMANO ที่นักแข่งระดับโลกไว้วางใจในสุดยอดประสิทธิภาพของการส่งกำลัง ด้วยพื้นรองเท้าคาร์บอนที่มีค่า stiff สูง น้ำหนักเบา และดอกยาง Exclusive MICHELIN® high-traction ที่ทำให้ยึดเกาะได้อย่างดีเยี่ยม ทนทานพร้อมลุยในทุกเส้นทาง ส่วนส้นเท้าออกแบบเป็น external heel cup ช่วยลดการบิดของเท้าขณะปั่น รวมถึงใช้วัสดุหนังชิ้นใหญ่ขึ้นรูปรองเท้าแบบ Race-fit upper เพื่อให้ได้การโอบรัดที่กระชับสูงสุดและใส่สบาย แล้วยังมาพร้อมทรงรองเท้าแบบ wide ที่เข้ากับรูปเท้าคนไทยมากกว่าอีกด้วย

ราคา 11,500 บาท
ดูรายละเอียด XC9

SHIMANO RX8

รองเท้า Racing ที่เรียกได้ว่าเป็นลูกผสมระหว่างรองเท้าเสือภูเขากับเสือหมอบ ด้วยน้ำหนักที่เบาที่สุดในบรรดารองเท้า SPD จาก SHIMANO แต่มาพร้อม Performance ระดับสูงให้คุณลุยไปได้ในทุกเส้นทาง Cross Country พื้น Carbon Composith มีค่า Stiff ที่จัดว่าสูงเลยทีเดียว จึงสามารถส่งกำลังไปยังบันไดได้เป็นอย่างดี ถึงจะต้องแลกมาด้วยความสบายในการเดินที่น้อยกว่าร้องเท้าซีรี่ย์ XC รุ่นอื่นๆเล็กน้อยก็ตาม แต่ก็ยังคงความสบายในการสวมใส่ไว้ด้วยภายในที่บุนวมบางๆ จึงใส่ได้กระชับ สำหรับสีเงินยังมาในทรงหน้ากว้างที่เข้ากับรูปเท้าคนไทยจึงใส่สบายยิ่งขึ้นอีกด้วย ส่วนบนทำจากหนังซินเทติคที่ทั้งเบา ทนทาน และระบายอากาศได้ดี

ราคา 6,900 บาท

ดูรายละเอียด RX8

SHIMANO XC7

รองเท้าเสือภูเขาระดับ Racing ที่ให้ Performance ยอดเยี่ยมแต่สวมใส่สบายด้วยรองเท้าทรงหน้ากว้าง พื้นโซนกลางผลิตจาก Carbon Fiber ที่มีความแข็งเป็นพิเศษทำให้ส่งกำลังได้ดี พื้นรองเท้าผลิตจากยาง MICHELIN® ช่วยในการยึดเกาะ แต่ยังคงสามารถเดินเหินได้สบาย ลายดอกยางถูกออกแบบมาให้สามารถสลัดโคลนได้ดี ส่วนบนผลิตจาดวัสดุหนังสังเคราะห์ High-density ที่ทนทานและน้ำหนักเบา มาพร้อมปุ่มปรับกระชับ BOA L6 2 ปุ่มและ Power zone wire guide ที่ช่วยให้ปรับกระชับได้ครอบคลุมเข้ารูปเท้ามากยิ่งขึ้น

ราคา  6,500 บาท

ดูรายละเอียด XC7

SHIMANO XC5

รองเท้าเสือภูเขาระดับ Mid-range คุ้มค่าด้วย Performance ระดับสูงในราคาจับต้องได้ มาพร้อมน้ำหนักเบา ฟิตติ้งเป็นเเบบหน้ากว้างพิเศษเหมาะกับรูปเท้าคนไทย พื้นด้านในออกแบบเป็น Low stack height midsole ช่วยให้วางเท้าได้อย่างมั่นคงและส่งแรงไปยังบันไดได้ดียิ่งขึ้น พื้นรองเท้าผลิตจากยาง MICHELIN® ให้การยึดเกาะดีเยี่ยมแต่ยังสามารถเดินได้สบาย ลายดอกยางถูกออกแบบมาให้สามารถสลัดโคลนได้ดี ตัวรองเท้าส่วนบนระบายอากาศดี ปรับกระชับง่ายด้วยปุ่ม BOA L6 สวมใส่สบาย กระชับเท้าทุกส่วนเหมือนใส่ถุงมือ

ราคา 4,400 บาท

ดูรายละเอียด XC5

SHIMANO XC1

รองเท้าเสือภูเขาระดับเริ่มต้นที่มาในราคาสุดคุ้ม เพราะอัดแน่นไว้ด้วยคุณภาพและความสบาย พื้นรองเท้า Glass fiber nylon มีการวางดอกยางให้สามารถเหยียบบันไดได้อย่างมั่นคง ช่วยส่งแรงได้เป็นอย่างดี และยึดเกาะพื้นดีเยี่ยมจึงเดินเหินได้อย่างสะดวก วัสดุหนังด้านบนโอบรัดเท้าได้อย่างกระชับ สาย strap วางตำแหน่งให้สามารถปรับกระชับได้เสมอกันทั้งเท้า มีทั้งรุ่นผู้ชายและรุ่นผู้หญิง

ราคา 2,500 บาท

ดูรายละเอียด XC1

Off Road Shoe คู่ไหนที่ใช่สำหรับคุณ2020-12-29T13:05:00+07:00

สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ เมื่อปั่น MTB ทางไกล

ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับงาน SHIMANO MTB EXPERIENCE 2020 @เขาจีนแล จังหวัดลพบุรี งานในปีนี้มีการเปลี่ยนเส้นทางจากปีก่อนเพื่อให้ผู้สมัครได้สัมผัสประสบการร์การปั่น MTB อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งบางส่วนของเส้นทางนั้นรถยนต์ไม่สามารถเข้าถึงได้ ดังนั้นในปีนี้พวกเราจึงขอแนะนำให้ผู้ปั่นพกอุปกรณ์ต่อไปนี้ติดตัวไปด้วยเผื่ออสถานการณ์ฉุกเฉินครับ สำหรับนักปั่นเสือภูเขาทั่วไปที่ไม่ได้ลงปั่นในงานนี้ ก็สามารถเก็บไว้เป็นคำแนะนำสำหรับการปั่น MTB ทางไกลได้เช่นกันครับ

 

สำหรับผู้สมัครงาน SHIMANO MTB EXPERIENCE 2020 สามารถอ่านรายละเอียดทั้งหมดได้ใน RIDE GUIDE โดยคลิ๊กที่นี่เพื่อดาว์นโหลดครับ

 

สิ่งสำคัญอย่างแรก ยางใน เนื่องจากการปั่น MTB จะต้องผ่านเส้นทางที่สมบุกสมบัน เส้นทางบางส่วนนั้นรถยนต์ไม่สามารถเข้าถึงได้ หากเกิดเหตุการณ์ที่ยางแตกขึ้น ยางในที่คุณพกไว้จะช่วยให้คุณสามารถปั่นต่อไปจนถึงจุดปลอดภัยได้

แน่นอนถ้าคุณถอดยางออกมาเพื่อใส่ยางใน คุณจะต้องมีสูบพก หรือ Co2 เพื่อปั๊มลมกลับเข้าไปด้วย ถ้าคุณไม่อยากมานั่งปั๊มลมก็พกเป็น Co2 ก็จะทำให้การปั๊มลมนั้นง่ายและกำลังแรงอัดที่ดีกว่าในกรณีที่ต้องปั๊มลมยางที่เป็นแบบ Tubeless ครับ

โทรศัพท์ สำหรับติดต่อขอความช่วยเหลือในยามฉุกเฉินครับ

ที่งัดยางก็เป็นอุปกรณ์จำเป็นที่จะให้เรางัดยางได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น ในกรณีที่เราต้องถอดเปลี่ยนยางใน

First-Aid kit หรืออุปกรณ์ทำแผลฉุกเฉิน เราอาจจะพกยาใส่แผลหรือผ้าพันแผลเล็กๆติดกระเป๋าจักรยานไว้ ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุเราสามารถปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้ทันที

ครีมกันแดด จะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จำเป็นในเมืองร้อนอย่างบ้านเรา ครีมกันแดดไม่ได้ช่วยให้ตัวไม่ดำ แต่ป้องกันผิวไหม้แดดได้ ทำให้เราไม่เกิดอาการแสบผิว เมื่อต้องปั่นกลางแจ้งเป็นเวลานานนั่นเอง

ปลดโซ่เร็วนั้นจะช่วยให้คุณต่อโซ่ที่ขาดได้ง่าย และสามารถปั่นต่อไปได้ การปั่น MTB นั้นมีการใช้เกียร์ที่เยอะ มีโอกาสที่โซ่ของคุณจะขาดได้หากอยู่ในตำแหน่งที่ตึงเครียด พกโซ่ปลดเร็วไว้สักคู่ จะช่วยให้คุณอุ่นใจมากยิ่งขึ้น

เครื่องมือพกพาเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ที่จำเป็นเมื่อปั่น MTB ทางไกล เครื่องมือพกพาเป็นทั้งไขควง หกเหลี่ยม หรือแม้กระทั่งที่งัดยาง การปั่น MTB ทางไกลอาจเกิดอุปกรณ์ชิ้นส่วนต่างๆที่คลาย หรือ ชิ้นส่วนที่หลุดออก เราสามารถใช้เครื่องมือพกพาในการแก้ไข ซ่อมแซมได้ครับ

สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ เมื่อปั่น MTB ทางไกล2020-12-29T13:05:00+07:00

ชุดขับ MTB 12 Speed จาก SHIMANO

ชุดขับ MTB 12 Speed จาก SHIMANO ตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักปั่นสายป่าที่กำลังมองหาชุดขับไปติดตั้งหรืออัพเกรดให้จักรยานของตัวเอง ด้วยเรนจ์เกียร์ที่กว้างขึ้นจึงทำให้ควบคุมรถได้อย่างละเอียดและสมูทกว่า ให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์การปั่นที่ดีที่สุดในทุกเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็น cross country / trail / enduro

มีให้เลือก 4 รุ่นด้วยกันตามงบประมาณและการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น DEORE 1×12 Speed และ SLX XT  รวมถึงตัวท็อปอย่าง XTR ที่มีให้เลือกทั้งแบบ 1×12 และ 2×12 หรือจะอัพเกรดไปทีละชิ้นก็ทำได้ เพราะชิ้นส่วนแต่ละพาร์ทสามารถใช้ร่วมกันได้ในทุกซีรี่ย์ เพียงเลือกสเป็คให้เข้ากันเท่านั้น โดยเทคโนโลยีที่ถูกบรรจุมาในแต่ละชิ้นส่วนมีพื้นฐานเดียวกัน แต่ชุดขับรุ่นที่สูงกว่าก็จะสามารถควบคุมรถได้ละเอียดและอิสระมากขึ้นนั่นเอง

ในวันนี้เราจึงพาน้องเล็กในครอบครัว 12 Speed อย่าง DEORE ที่เพิ่งออกใหม่ล่าสุดมาแนะนำ ว่าแต่ละคอมโพเนนท์มีเทคโนโลยีอะไรที่น่าสนใจบ้าง

เฟือง / สเตอร์

ระบบเกียร์ Hyperglide+ ที่เคยอยู่แต่ในชุดขับรุ่นสูงๆของ SHIMANO ตอนนี้ถูกบรรจุไว้ในชุดขับ DEORE 12 Speed ด้วย เมื่อรวมเข้ากับเกียร์ที่ละเอียดมากขึ้น จึงยิ่งเปลี่ยนเกียร์ได้นิ่งและนุ่มนวลมากกว่าเดิม ลดอาการขาวืดเนื่องจากเปลี่ยนเกียร์ที่มีช่วงฟันห่างกันมาก ช่วยให้ปั่นสนุกและยกระดับ Performance รวมถึงช่วยให้สามารถใช้งานชิ้นส่วนร่วมกันได้ในทุกรุ่น ทั้ง SLX XT และ XTR

สำหรับเฟืองหลังแบบใหม่ นอกจากโครงสร้างแบบ Beam spider ที่ทำให้น้ำหนักเบาลงและมีค่าความ stiff สูงขึ้นแล้ว ยังมีเฟืองหลังขนาดใหม่ 10-51T ที่มีระยะเกียร์กว้างขึ้น ตอบโจทย์ทุกเส้นทางการปั่นอีกด้วย

 

ราคาเฟืองหลัง DEORE 12 Speed  : 2,390 บาท

ตีนผี

ในส่วนของตีนผีนอกจากมีค่า stiff มากขึ้นแล้ว ยังสามารถทำงานได้นิ่ง รวดเร็ว และแม่นยำมากกว่าเดิม มาพร้อมเทคโนโลยี SHIMANO RD+ ที่จะช่วยลดอาการโซ่ตกขณะใช้งานปั่นลุยในเส้นทางหนักๆ และพัฒนาให้ลดความตึงเครียดของตีนผีขณะโซ่อยู่ที่เฟืองใหญ่ลง โดยออกแบบใหม่เป็นแบบ low profile ที่ตัวตีนผียื่นออกจากเฟรมน้อยลง จึงลดความเสี่ยงต่อการเกี่ยวชนสิ่งกีดขวางได้อีกด้วย

 

ราคาตีนผี DEORE 12 Speed RD-M6100 : 1,420 บาท

จานหน้า

จานหน้าใหม่แบบ direct mount บำรุงรักษาง่ายและมีความ stiff มากกว่า จึงส่งแรงได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงมีค่า Q-factor มากพอที่จะรองรับรถ MTB ได้ทุกประเภท จึงไม่ต้องกังวลว่าปั่นแล้วจะเกิดปัญหาขาจานเสียดสีกับเฟรม

สำหรับ DEORE 12 Speed จะมีตัวเลือกจานหน้าแบบใบเดี่ยวเท่านั้น โดยการเลือกใช้จานหน้าใบเดี่ยวกับเฟืองหลัง 12 Speed สามารถช่วยให้ควบคุมรถง่ายขึ้น เนื่องจากไม่ต้องพะว้าพะวงกับการควบคุมสับจานหน้า รวมถึงคำนวณตำแหน่งเกียร์ปัจจุบันได้ง่ายกว่าอีกด้วย

แต่หากต้องการใช้จานหน้า 2 ใบ ก็สามารถขยับขึ้นไปเลือกใช้งาน SLX XT หรือ XTR แทนได้

ส่วนขนาดในรุ่นของ DEORE จะมีให้เลือกคือ 30T / 32T ถ้าต้องการจานหน้าที่ใหญ่กว่านี้สามารถเลือกใช้ของรุ่นสูงกว่าแทนได้เช่นกัน

โดยจานหน้าใบเดี่ยวของ SLX จะมีขนาด 30T / 32T / 34T 

ส่วน XT มีขนาด 28T / 30T / 32T / 34T / 36T

และ XTR มีให้เลือกตั้งแต่ 30T / 32T / 34T / 36T / 38T

 

ราคาจานหน้าใบเดี่ยว
DEORE FC-M6100-1 :  2,420 บาท
SLX FC-M7100-1 : 3,280 บาท
XT FC-M8100-1 : 5,290 บาท
XTR FC-M9100-1 : 10,700 บาท

มือเบรก

มือเบรกถูกพัฒนาขึ้นให้เหมือนกับรุ่นสูงกว่าอย่าง XT XTR และ SLX ที่มีพลังเบรกมาก มาในรูปแบบ I-spec EV ที่ย้ายแคลมป์รัดมาอยู่ตรงกลาง ช่วยให้ปรับแต่งมือเกียร์และเบรกได้มากขึ้น จึงจัด cockpit ได้ดูสะอาดตาขึ้น แล้วยังเพิ่มความ stiff ของมือเบรกขึ้นอีก 30% ด้วย support point รวมถึงมีระบบ Servo wave action ที่ช่วยให้เบรกตอบสนองได้เร็วขึ้น มีทั้งแบบ 2 สูบและ 4 สูบให้เลือกใช้

ส่วนตัวคาลิเปอร์ออกแบบมาสำหรับเส้นทาง cross country โดยเฉพาะ เป็นแบบ 2-piston ให้พลังเบรกเหนือชั้นภายใต้โครงสร้างใหม่ที่แข็งแรงยิ่งขึ้น อัดแน่นด้วย ICE TECHNOLOGY ที่สามารถช่วยลดอุณหภูมิของใบดิสก์ได้อย่างรวดเร็ว ให้คุณควบคุมรถได้อย่างมั่นคงและมั่นใจมากกว่าเดิม

ราคาชุดดิสก์เบรก DEORE

ชุดหน้า BL/BR-M6100 : 1,780 บาท
ชุดหลัง BL/BR-M6100 : 1,880 บาท

มือเกียร์

สำหรับมือเกียร์มีตัวเลือกทั้งแบบแคลมป์รัดปกติและแบบ I-spec EV ที่ให้คุณปรับองศาได้ตามความถนัด มาพร้อม Rapidfire plus ที่ช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ได้นุ่มนวลรวดเร็วเหมือนรุ่นพี่ โดยสามารถปรับเกียร์อย่างได้ถึง 3 เกียร์ในการกด 1 ครั้ง

 

ราคามือเกียร์ DEORE 12 Speed  SL-M6100 : 620 บาท

ดุม

ดุมในชุดขับ MTB 12 Speed จะใช้โปรไฟล์โม่หรือตัวสวมเฟืองแบบ Micro Spline เพื่อให้ใส่เฟืองขนาดใหญ่มากขึ้นได้ โดยดุมแบบ Micro Spline ถูกออกแบบมาให้ใส่เฟืองได้ stiff มากขึ้น ตัวโครงสร้างที่มีซี่ถี่และหนาช่วยให้รับและกระจายแรงได้ทั่ว จึงทำให้ทนทานต่อการใช้งานมากกว่าเดิม รวมถึงบำรุงรักษาได้ง่ายขึ้น

สำหรับดุมในซีรี่ย์ DEORE ยังคงใช้วัสดุหลักเป็นเหล็กเหมือนเดิม แต่ในรุ่นสูงกว่าอย่าง SLX XT และ XT จะเปลี่ยนมาใช้อะลูมิเนียมในการผลิต จึงมีน้ำหนักเบาลง แต่ยังคงความแข็งแรงทนทานไว้

 

ราคาดุมหลัง FH-MT401 : 850 บาท

โซ่

ตัวโซ่เองก็ถูกออกแบบใหม่เช่นกัน เพื่อให้ทำงานร่วมกับระบบ Hyperglide+ และโปร์ไฟล์ของเฟืองและจานหน้าแบบ DYNAMIC CHAIN ENGAGEMENT+ ได้ มาพร้อม Quick-link ที่ช่วยส่งกำลังดีเยี่ยม สามารถยึดเกาะและทำงานได้สมูทรวดเร็ว รวมถึงลดการสั่นของโซ่ขณะเปลี่ยนเกียร์ลงอีกด้วย

 

ราคาโซ่ DEORE 12 Speed  : 1,420 บาท

ทุกเทคโนโลยีที่กล่าวมาทั้งหมดของ DEORE นี้ก็ถูกบรรจุเอาไว้ในแต่ละชิ้นส่วนของรุ่นพี่อย่าง SLX XT และ XTR เช่นกัน ซึ่งตรงจุดนี้เองที่ทำให้ทุกคอมโพเนนท์ของทุกซีรี่ย์ในครอบครัว 12 Speed สามารถใช้ผสมร่วมกันได้ คุณจึงมีตัวเลือกในการเลือกชิ้นส่วนมาประกอบรถได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น

ส่วนสิ่งที่แตกต่างกันของแต่ละรุ่นนั้นคือความอิสระในการปรับแต่งรายละเอียดเล็กน้อยต่างๆ เช่น เทคโนโลยี Servo wave action ในมือเบรก จะมีระบบ Free Stroke ที่ช่วยให้ควบคุมเบรกได้ดียิ่งขึ้น โดยระบบนี้ไม่ได้ถูกใส่เข้ามาใน DEORE แต่มีในรุ่น SLX ขึ้นไป ซึ่งใน SLX จะไม่สามารถปรับแต่งได้ แต่ใน XT กับ XTR จะสามารถปรับแต่ง Free Stroke ได้ และมือเบรกของ XT จะปรับองศาได้มากกว่า DEORE เป็นต้น

ตัววัสดุและวิธีการผลิตเองก็มีส่วนทำให้ชุดขับแต่ละรุ่นแตกต่างกัน โดยใน XTR จะเน้นใช้วัสดุผสมหลายชนิด เช่น คาร์บอนไฟเบอร์ อลูมิเนียมอัลลอย ไทเทเนียม ทำให้ชุดขับมีน้ำหนักเบาที่สุด และเก็บงานให้ลุคหรูหราพรีเมียม ในขณะที่ DEORE เน้นผลิตจากโลหะ เก็บงานและให้ลุคที่ดูเรียบง่ายกว่านั่นเอง

 

ราคาชุดขับ DEORE 1×12 : 7,200 บาท

ราคาชุดขับ SLX 1×12 : 8,600 บาท
ราคาชุดขับ SLX 2×12 : 9,700 บาท

ราคาชุดขับ XT 1×12 : 13,400 บาท
ราคาชุดขับ XT 2×12 : 15,300 บาท

ราคาชุดขับ XTR 1×12 : 32,400 บาท
ราคาชุดขับ XTR 2×12 : 38,700 บาท

 

*ราคาไม่รวม Disc Brakes

ชุดขับ MTB 12 Speed จาก SHIMANO2020-12-29T13:05:00+07:00

10.5 เหตุผล ที่ควรอัพเกรดชุดขับเป็น SHIMANO 105 R7000

ไม่ว่าจะนักปั่นเสือหมอบมือใหม่หรือมือเก๋า หากคุณกำลังมองหาชุดขับ Performance ดีราคาเป็นมิตรเพื่ออัพเกรดความสามารถในการปั่นขึ้นไปอีกขั้น แต่ยังลังเลอยู่ไม่รู้จะเลือกชุดขับชุดไหนดี วันนี้เราจะขอแนะนำชุดขับเคลื่อนยอดนิยมจาก SHIMANO กับ 10.5 เหตุผลว่าทำไมชุดขับที่คุณเลือกจึงควรเป็น SHIMANO 105 R7000

1) Performance ระดับแข่งขัน

SHIMANO 105 อาจมีภาพจำ เป็นชุดขับระดับกลาง แต่จริงๆแล้ว 105 นั้นได้รับการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆขึ้นมาจนมี Performance สูงพอสำหรับใช้ในการแข่งขันได้เลยทีเดียว หากคุณไม่ได้โฟกัสที่ความหรูหราแต่ให้ความสำคัญกับ Performance 105 ก็เป็นชุดขับที่สามารถทำหน้าที่ตอบโจทย์ของคุณได้เป็นอย่างดี

2) สืบทอดเทคโนโลยีจากรุ่นท็อป

การเปลี่ยนเกียร์อันนุ่มนวลที่สามารถสัมผัสได้ในชุดขับรุ่นท็อปอย่าง ULTEGRA และ DURA-ACE คุณสามารถสัมผัสมันได้จาก 105 เช่นกัน ด้วยวัสดุที่ใช้เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ 105 แตกต่างกับชุดขับรุ่นที่สูงกว่า แต่ในแง่ของเทคโนโลยีนั้นได้รับสืบทอดมามากมาย ไม่ว่าจะเป็น

  • ขาจานที่ออกแบบมาแบบ HollowTechII คือกลวงและมีน้ำหนักเบาแต่ค่า Stiff สูงจึงทนทานและถ่ายเทน้ำหนักได้ดี
  • ระบบตีนผีแบบ Low Profile ที่ระยะของตีนผียื่นออกมาจากเฟรมน้อยลง จึงทำงานได้สมูทมากยิ่งขึ้น
  • สับจานถูกออกแบบให้มีขนาดกระทัดรัด จึงสามารถรองรับยางที่หน้ากว้างกว่าเดิม แล้วยังปรับแต่งได้ง่าย พร้อมด้วยจุดยึดสับจานหน้าและตีนผีแบบ Wide Link ที่นอกจากเพิ่มความทนทานแข็งแรงแล้วยังทำให้สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้ไหลลื่นรวดเร็วแม้ขณะยืนปั่น

ซึ่งทั้งหมดนี้รวมเอาไว้ในชุดขับ SHIMANO 105 R7000 แล้ว

3) ตัวเลือกมือเกียร์สำหรับนักปั่นมือเล็ก

มือเกียร์ของ SHIMANO 105 R7000 เป็นอีกชิ้นหนึ่งที่ถูกพัฒนาขึ้นจนมีความสามารถที่ใกล้เคียง DURA-ACE อย่างมาก ทั้งการเปลี่ยนเกียร์ที่ทำได้เร็วขึ้น เบามือยิ่งขึ้น ระยะ reach ปรับได้หลากหลายมากขึ้น แล้วยังมีตัวเลือกมือเกียร์สำหรับคนมือเล็ก (Disc Brakes) ที่ชิฟเตอร์จะมีระยะ reach สั้นกว่า และมีทรงแป้นเกียร์กว้างขึ้นยื่นออกมารับกับนิ้ว จึงทำให้นักปั่นมือเล็กสามารถกดเปลี่ยนเกียร์และเบรกได้ง่ายกว่าเดิม

ดูรายละเอียดมือเกียร์ ST-R7000

4) ระบบเบรกที่มีประสิทธิภาพ

นอกจากระบบเกียร์แล้วคุณยังวางใจได้ในประสิทธิภาพการเบรกที่ทั้งทรงพลังและนุ่มนวล สำหรับ Rim Brakes ตัวก้ามเบรกแบบ Short-Arm ทำให้ตอบสนองต่อการเบรกได้ดีขึ้นและนิ่งมากขึ้น รวมถึงรูปร่างกระทัดรัดและมีน้ำหนักไม่มาก ส่วน Disc Brakes มาพร้อม ICE TECHNOLOGIES ช่วยลดความร้อนที่เกิดจากการเบรก ทำให้สามารถลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้เมื่อใบดิสก์ร้อนเกินไปหากใช้เบรคติดต่อกันนานๆ ไม่ว่าจะเลือก Rim Brakes หรือ Disc Brakes จึงสามารถควบคุมรถได้อย่างมั่นใจ ในทุกๆเส้นทางการปั่น

ดูรายละเอียดเบรก BR-R7000

5) ตัวเลือกเฟืองหลังหลากหลาย ตอบโจทย์การปั่นทุกสไตล์

SHIMANO 105 11 Speed มีตัวเลือกเฟืองหลัง 11-28T, 11-30T, 11-32T, 11-34T และ 12-25T ให้คุณได้เลือกใช้ตามสไตล์การปั่น ไม่ว่าจะชอบปั่นทางราบ ไต่เขา หรือเป็นสาย All-Round ก็ปั่นได้สบายและสนุกมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเฟือง 11-34T ที่เป็นเฟืองขนาดใหญ่ซึ่งถูกเพิ่มมาในรุ่นใหม่ซีรี่ย์ R7000 นี้ สามารถช่วยให้คุณไต่เขาชันๆได้อย่างสบาย มาพร้อมตีนผีแบบขายาวที่ออกมาเป็นตัวเลือกสำหรับใช้กับเฟืองขนาดใหญ่ได้อีกด้วย

ดูรายละเอียดเฟือง CS-R7000

6) แข็งแรงทนทาน อายุการใช้งานยาวนาน

SHIMANO 105 R7000 ถือเป็นชุดขับอีกรุ่นที่โดดเด่นในเรื่องความทนทาน เพราะชิ้นส่วนต่างๆผลิตจากวัสดุโลหะเป็นหลัก จึงมีความแข็งแรงสมบุกสมบัน ทนทานต่อการใช้งานหนัก และไม่มีความจำเป็นต้องบำรุงรักษามากนัก จึงสามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน

7) ปั่นทางไกลได้สบาย

ความแข็งแรงของวัสดุที่ประกอบเป็น SHIMANO 105 R7000 ทำให้คุณสามารถปั่นระยะทางไกลได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องความเสียหายของชิ้นส่วนจากการถูกกัดกร่อน รวมถึงสามารถออกแรงปั่นได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดความเสียหายหากถูกใช้งานหนักเป็นระยะเวลาติดต่อกันนานๆ

8) น้ำหนักไม่ต่างจากรุ่นพี่มาก

ความทนทานจากวัสดุเหล็กย่อมต้องแลกมาด้วยน้ำหนักที่มากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงอย่างนั้น เมื่อลองมาชั่งน้ำหนักวัดกันจริงๆแล้วจะพบว่าตัวเลขต่างกันไม่มากนัก โดย SHIMANO 105 R7000 มีน้ำหนักมากกว่า ULTEGRA แค่ประมาณ 200 กรัมเท่านั้นเอง

9) เก็บงานวัสดุเรียบร้อย สวยงาม

ถึงจะไม่ได้ถูกผลิตออกมาให้มีความหรูหรามากนัก แต่ชิ้นส่วนของ SHIMANO 105 R7000 ก็มีการเก็บงานอย่างเรียบร้อย และให้ลุคเรียบง่ายที่ดูดีเหมาะสมกับราคา รวมถึงมีการปรับดีไซน์ของชิ้นส่วนต่างๆให้กระชับมากขึ้นจึงดูไม่เทอะทะอีกด้วย

10) คุ้มค่าคุ้มราคา

ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมดจึงทำให้ SHIMANO 105 R7000 เป็นอีกหนึ่งชุดขับที่ถูกยกขึ้นแท่นแนะนำว่าคุ้มค่าคุ้มราคาที่สุดในท้องตลาดตอนนี้ กับวัสดุทนทานและ Performance ระดับเยี่ยมที่คุณสามารถคว้ามาได้ในงบประมาณเพียง 2 หมื่นบาทเท่านั้น
  • ราคาชุดขับ SHIMANO 105 R700 (Rim Brakes) : 14,200 บาท
  • ราคาชุดขับ SHIMANO 105 R700 (Disc Brakes) : 20,980 บาท

10.5) มีสี SPARK SILVER

ปิดท้ายให้เป็นข้อ 10.5 สำหรับใครที่ชอบแต่งรถ SHIMANO 105 R7000 (Rim Brakes) มีชุดขับสีเงิน Spark Silver ให้คุณเลือกไปประกอบจักรยานตามสไตล์ที่ชอบได้ด้วย


ดูรายละเอียดชุดขับ 105 ได้ที่: http://hahhong.com/product/g105r700011spd/
สั่งซื้อ สอบถามเพิ่มเติม หรือใช้บริการ service ได้ที่: http://hahhong.com/dealer/
ติดตามข่าวสารและโปรโมชั่น: https://facebook.com/hahhongth/

#rideshimano #imwithshimano Shimano-Road #Shimano105 #R7000

10.5 เหตุผล ที่ควรอัพเกรดชุดขับเป็น SHIMANO 105 R70002020-12-29T13:05:00+07:00

เพราะอะไร “ไฟจักรยาน” ถึงสำคัญทุกช่วงเวลา

สิ่งที่จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้เราในการปั่นจักรยานนอกจากหมวกกันน๊อคเเล้ว “ไฟจักรยาน” ก็มีความสำคัญสูงไม่เเพ้กัน มาดูกันว่าทำไมเราควรติดไฟจักรยานเเละทำไมถึงควรเปิดไว้ตลอดเวลาเเม้เเต่ในเวลากลางวัน

78% ของอุบัติเหตุที่เกิดจากรถยนต์และจักรยานอยู่ในช่วงเวลากลางวัน การเปิดไฟขณะปั่นช่วยลดอุบัติเหตุได้มากและเป็นวิธีง่ายๆในการทำให้คุณปลอดภัยยิ่งขึ้น เพราะการเปิดไฟช่วยให้การสังเกตได้ง่ายขึ้นจากผู้ใช้ถนนเปรียบเสมือนกับไฟ Daytime running lights ของรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ที่เปิดตลอดเวลา จักรยานก็ควรเปิดไฟตลอดเวลาครับและยิ่งสำคัญไปมากกว่านั้นคือเวลาเย็นและกลางคืน ที่บางประเทศมีกฎหมายจักรยานต้องมีไฟในเวลายามเย็น ไฟนั้นควรจะมีอย่างน้อย 2 ดวง คือหน้าและหลัง แต่ถ้าให้ดีนั้น ควรจะมีมากกว่า 2 ดวง เพื่อช่วยให้เป็นที่สังเกตได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นและเผื่อในกรณีที่แบตหมด เราก็ยังมีไฟอีกดวงที่ใช้งานได้ครับ

55% ของอุบัติเหตุจากรถยนต์และจักรยานเกิดขึ้นจากด้านข้าง ไม่ว่าจะเป็นแยกต่างๆที่รถยนต์มองไม่เห็นจักรยาน อาจจะเป็นมุมอับต่างๆที่รถยนต์อาจจะไม่ได้สังเกตที่ชัดเจน ดังนั้นเราควรติดไฟในส่วนอื่นๆ รวมถึงติดไฟ Additional lights ที่สามารถมองเห็นจากด้านข้างได้ชัดเจน ครับ การติดไฟที่สูงในตำแหน่งหมวกเป็นสิ่งที่จะช่วยให้เราปลอดภัยขึ้นได้ครับ เมื่อเราปั่นขนานกับรถยนต์ บางทีไฟในตำแหน่งหลักอานอาจจะโดนบังได้ ไฟที่หมวกหรือเสื้อจะเป็นตำแหน่งที่รถยนต์เห็นได้อย่างชัดเจนมากกว่า
มาเริ่มกันที่ชุดไฟหน้าแบบส่องสว่าง หรือ Headlights กันก่อนครับ ไฟประเภทนี้จะมีความสว่างในการส่องถนนที่ชัดเจน หากสถานที่ที่เราปั่นนั้นเป็นที่มืดหรือปั่นกลางคืนเป็นหลัก เราควรเลือกไฟขนาด 500 lumens เป็นอย่างน้อย จะทำให้คุณปลอดภัยจากหลุมต่างๆ ก้อนหิน อุปสรรค หรือสัตว์ที่อยู่บนพื้น ให้การมองเห็นที่ชัดเจนในเวลากลางคืน หรือ เส้นทางแบบ off-road ครับ ไฟประเภท Headlights นี้มีความสว่างสูง เราควรปรับตำแหน่งที่ไม่เชิดเกิดไปเพื่อให้รถที่สวนทางมามองเห็นถนนที่ชัดเจนครับ

สำหรับไฟ Headlights ของ Cateye นั้นมีตั้งแต่ 500lumens ไปจนถึง 6,000lumens แต่ตัวอย่างไฟดังภาพนี้ก็เพียงพอสำหรับการปั่นกลางคืนและส่องสว่างบนพื้นถนนครับ

ไฟ Cateye Volt1700
ไฟหน้า High-Powered สำหรับนักปั่นที่ต้องการความสว่างสูงสุดในการส่องทางทั้งด้านหน้าและด้านข้างให้เห็นทางอย่างชัดเจน เหมาะกับการขับขี่ทางไกล หรือสาย Trail ต่างๆ Volt1700 มาพร้อมหลอด Chip LED Super Powerful 1700Lumens และปุ่ม Mode ขนาดใหญ่ ช่วยให้กดได้ง่ายมากกว่าขณะใส่ถุงมือ
ราคา 7,150 บาท

ไฟ Cateye Volt 1200
ก็เป็นอีกรุ่นหนึ่งที่ให้การส่องสว่างที่ทรงพลัง ด้วยขนาด 1200lumens ส่องสว่างได้อย่างชัดเจน ในทาง Trail หรือบนถนนที่ไม่มีแสงไฟ
ราคา 6,050 บาท

ไฟ AMPP Series ใหม่ที่มีทั้ง 1100lumens 800lumens 500lumens รุ่นใหม่ที่ใช้วัสดุที่แข็งแรง และมีน้ำหนักที่เบาลง ไฟ AMPP ใช้งานได้ง่ายและให้การส่องสว่างที่กว้าง และสามารถสังเกตเห็นได้ชัดเจนในด้านข้าง รวมถึงแบตเตอรี่ที่พัฒนาใหม่ให้ใช้งานได้นานกว่ารุ่นก่อนหน้า

ไฟ Cateye Sync core
ชุดไฟหน้าที่มาพร้อมชุดไฟท้าย และไฟติดเสื้อ WearableX รวม 3 ชิ้น ที่สามารถเชื่อมต่อกันและเปิดพร้อมกันด้วยการกดเพียงปุ่มเดียว เหมาะกับการใช้งานในเมืองที่ใช้งานได้อย่างสะดวก และสามารถตั้งค่าการเปิดปิดไฟผ่าน App ได้ง่าย ไฟหน้า Sync core ให้ความสว่างขนาด 500lumens ที่ให้การส่องสว่างที่ชัดเจน น้ำหนักเบา และจุดยึดที่แข็งแรง

ไฟหน้า Cateye Volt500xc
เป็นไฟหน้าที่เป็น Mounting แบบสายรัดให้การถอดและใส่ที่ง่าย ใช้งานได้ง่ายและมีน้ำหนักเบา ความสว่างระดับ 500lumens เหมาะแก่การใช้งานในเมือง หรือ ถนนที่พอมีแสงสว่างบ้าง
ราคา 1,380 บาท

ไฟเพื่อเป็นจุดสังเกต หรือ Safety light นั้นจะมีขนาดไม่ใหญ่มาก เพื่อการใช้สะดวกทุกเวลา เหมาะกับการปั่นทุกรูปแบบ ไฟประเภทนี้เป็นไฟให้ผู้อื่นสังเกตเห็นเรา ให้เราปั่นได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้นไฟ Safety light เปรียบเสมือนไฟ Daytime running light ของรถยนต์ที่เปิดตลอดเวลา เราควรเปิดไฟตลอดเวลาแม้ในขณะการปั่นในตอนกลางวัน เพื่อการสังเกตที่ชัดเจนขึ้นของผู้ใช้ถนน และ ทำให้การโฟกัสต่อนักปั่นดียิ่งขึ้น สำหรับไฟ Cateye แบบ Safety light นั้นมีให้เลือกมากมาย แต่ส่วนใหญ่ไฟ Safety light นั้นจะมีความสว่างที่ 50-400 lumens ก็เพียงพอสำหรับการสังเกตเห็น
เริ่มที่ไฟรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง AMPP 400 ซีรี่ส์ที่ใช้งานได้หลากหลายเรียกได้ว่าเป็นกึ่งไฟ Headlights ไปในตัวเลย เพราะความสว่างของตัวไฟ แต่มีบอดี้ที่กระทัดรัดซึ่งเหมาะกับทั้งการขี่ในเมือง ขี่ทางไกล เราอาจจะเปิดโหมด Flash หรือ ในเส้นทางที่แสงสว่างน้อยก็เปลี่ยนเป็นโหมด high ก็ส่องสว่างได้อย่างชัดเจน ให้การใช้งานที่ครอบครุมทุกการปั่น
ราคา 980 บาท

Rapid X2 เป็นอีกรุ่นยอดนิยม ที่สว่างพอที่จะให้ผู้ใช้ถนนสังเกตได้ทั้งทางตรงและด้านข้าง และมีน้ำหนักที่เบา รูปทรงที่เรียว สามารถรัดเข้ากับแฮนด์จักรยานได้อย่างลงตัว ตัวหลอด LED ความสว่างขนาด 100 lumens และมีโหมดการใช้งานที่หลากหลาย และมีจุดเด่นที่ใช้งานได้นานถึง 30 ชั่วโมงในโหมด Flash
ราคา 1,580 บาท

Volt 100xc ไฟขนาดกระทัดรัดแบบชาร์จ USB น้ำหนักเบาเพียง 42g เป็นไฟอีกรุ่นหนึ่งที่ใช้งานได้อย่างสะดวก และให้การส่องสว่างที่เห็นได้ชัดเจน สายรัดที่ถอดและใส่ได้ง่าย สามารถชาร์จไฟได้โดยไม่ต้องพกสาย
ราคา 980 บาท

Orb เป็นอีกรุ่นหนึ่งที่ไว้เสริมไฟดวงที่ 2 ให้มีความชัดเจนขึ้น ด้วยขนาดที่เล็กกระทัดรัด ไม่กินพื้นที่บนแฮนด์ มีสายรัดที่รัดได้มั่นคงและเป็นแบบใช้ถ่าน สามารถเปลี่ยนได้ง่ายดาย
ราคา 330 บาท

ไฟท้ายเรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด เพราะไฟท้ายเป็นตัวสังเกตที่ดีที่สุดต่อผู้ใช้ถนน สำหรับไฟท้ายของ Cateye ทุกรุ่นนั้น เหมาะกับการขี่ทุกประเภท ทุกเวลา และให้การส่องสว่างชัดเจนที่ใกล้เคียงกัน ขึ้นอยู่กับว่านักปั่นอยากได้โหมดการใช้งานที่แตกต่างออกไป

เริ่มที่ไฟรุ่นแรก Sync Kinetic ที่จะมาพร้อมชุดไฟหน้า Sync และไฟติดเสื้อ Sync มาในแพคเกจเดียวกัน จุดเด่นของชุดไฟ Sync คือเราสามารถควบคุมไฟทั้ง 3 ตำแหน่ง โดยการกดแค่ไฟตัวใดตัวหนึ่งเพียงปุ่มเดียว เช่น หากเราติดชุดไฟ Cateye Sync ทั้ง 3 ตำแหน่ง เรากดเปิดไฟหน้าเพียงปุ่มเดียว ไฟหลัง และ ไฟที่ติดเสื้อ จะเปิดให้อัติโนมัติ และสามารถ
ปรับตั้งค่าโหมดกระพริบได้ผ่าน App
จุดเด่นของไฟหลัง Sync Kinetic
– ระบบ Kinetic หากเราเปิดไฟในโหมด Flash อยู่ ระบบทำงานจะเปิดอัติโนมัติที่โหมด High เมื่อพบว่ารถจักรยานนั้นชะลอ เพื่อเป็นสัญญาณให้ผู้ที่ตามหลังรู้ว่ารถกำลังชะลอหรือทำการเบรก เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญให้ผู้ที่ตามหลังมาชะลอความเร็ว
– Group Ride mode เป็นโหมดที่แสงไฟจะไม่แยงตากับคนที่ขี่ตามหลังมา
– ให้การมองเห็นด้านข้างที่ชัดเจนและกว้าง
– ให้การใช้งานได้นานถึง 30 ชั่วโมงในโหมด Daytime Hyperflash โหมดกระพริบที่ความสว่างสุงสุดของหลอด
ราคาชุดไฟ Sync Core ประกอบด้วยไฟท้าย ไฟหน้า Sync Core 500lumens และ ไฟติดกระเป๋า Sync Wearable 4,370 บาท

Cateye Rapid X3 เป็นไฟท้ายที่มีความสว่างสูง โดยใช้หลอด LED ที่ไม่แยงตา ความสว่างสูงสุดที่ 150lumens เป็นไฟท้ายที่ใช้งานได้ทุกประเภทการปั่นและมีน้ำหนักที่ 46g ใช้งานได้นานถึง 30 ชั่วโมง ในโหมด Flash ตัวยางรัดสามารถรัดหลักอานแบบ Aero ได้ ถอดและใส่ได้ง่ายและสะดวก
ราคา 1,860 บาท

Cateye Rapid X2 Kinetic เป็นรุ่นยอดนิยมที่มีโหมด Kinetic และมีความสว่างที่ชัดเจนด้วยหลอดขนาดสูงสุดที่ 50lumens และมีขนาดที่พอดีกับน้ำหนัก 32g และมีการใช้งานที่นาน ตัวรัดคล้ายกับ Rapid X3 ถอดและใส่ได้ง่ายและทรงที่เพรียวบาง
ราคา 1,480 บาท

Cateye Rapid Mini ไฟท้ายทรงกระทัดรัดแต่มีความสว่างที่ชัดเจนทั้งทางตรงและด้านข้าง ไฟ Rapid mini มีขนาด 25 Lumens ที่เพียงพอต่อการใช้งานในเมืองหรือเพื่อการสังเกต มีโหมดการใช้งาน 4 โหมด และมีน้ำหนักที่เบาเพียง 21g ใช้งานได้นาน 30 ชั่วโมงในโหมด Flash
ราคา 900 บาท

นอกเหนือจากไฟหน้าและไฟท้ายแล้ว Cateye ยังมีไฟที่เป็น Additional options เพื่อเพิ่มความปลอดภัยที่มากขึ้น การติดไฟตามส่วนต่างๆของร่างกายนั้นจะช่วยให้เป็นที่สังเกตที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ยิ่งมีไฟเยอะเราก็จะยิ่งปลอดภัยครับ เพราะบางพื้นที่ที่มืดมากๆ ไฟเพียงดวงเดียวอาจจะไม่เพียงพอต่อการโฟกัสของสายตาผู้ที่ใช้ถนน

Cateye Duplex

ไฟในหมวดนี้คือไฟสำหรับติดหมวก ไฟติดหมวกนั้นจะช่วยให้เราปลอดภัยยิ่งขึ้นเมื่อเราอยู่ในทางแยก หรือ เรากำลังปั่นขนาดกับรถและบดบังไฟหน้าไฟท้ายของเราไฟของหมวกอยู่ในตำแหน่งที่สูงที่สุดและช่วยให้ผู้อื่นที่ใช้ถนนได้มองเห็นเราเมื่อเราโดนบัง Cateye Duplex เป็นทั้งไฟหน้าและไฟท้ายในตัว ใช้งานได้อย่างสะดวกและสายรัดที่รัดกับหมวกได้พอดี และมีน้ำหนักที่เบา ไฟ Cateye Duplex จะมีอีกรุ่นคือ Volt400 Duplex อีกรุ่นที่จะมีความสว่างที่ส่องได้อย่างชัดเจน ครับ
ราคา Cateye Duplex 850 บาท / ราคา Cateye Volt400 Duplex 2,200 บาท

Cateye Orb แบบติดปลายแฮนด์

อีกตำแหน่งหนึ่งที่จะทำให้ไฟดูเข้ากับรถโดยมาแทนที่จุกที่ปิดปลายแฮนด์ เป็นไฟ Orb ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งจุกปิดปลายแฮนด์และไฟในตัว เพิ่มการสังเกตของผู้ที่ตามมาอย่างชัดเจน ไฟ Orb ใช้ถ่านแบบ CR2032 หาได้ง่ายและใช้งานได้นานมากถึง 100 ชั่วโมงในโหมด Flash
ราคา Cateye Orb ปลายแฮนด์ 620 บาท

Cateye loop2

แบบรัดที่แขนหรือข้อเท้า ก็เป็นอีกตำแหน่งที่ช่วยให้ปลอดภัยขึ้น วลาเราปั่นไฟที่รัดไว้ก็ขยับตลอดเวลา ช่วยให้เป็นที่สังเกตมากยิ่งขึ้น
ราคา Cateye loop2 500 บาท

Cateye Wearable

ไฟที่หนีบได้ทั้งเสื้อหรือกระเป๋า ใช้งานได้อย่างสะดวก ไม่เพียงแต่ใช้เพื่อการปั่นจักรยาน การวิ่งหรือเดินก็สามารถใช้ไฟ Wearable X ได้ อย่างลงตัว Wearable X มีความสว่างที่ชัดเจนด้วยหลอด LED ขนาด 35lumens และใช้งานได้นาน
ราคา Cateye Wearable X 1200 บาท Rechargeable / ราคา Cateye Wearable mini 400 บาท
อีกสิ่งหนึ่งก่อนที่เราจะตัดสินใจซื้อไฟติดจักรยานเราควรคำนึงถึงสิ่งนี้ครับ

อายุการใช้งาน เราควรคำนึงว่าเราปั่นทางไกลไหมและการชาร์จใช้เวลากี่ชั่วโมงในการชาร์จ ถ้าหากเราปั่นไม่ไกล เราก็เลือกไฟที่ไม่ต้องมีขนาดแบตที่ใหญ่มาก แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาในการปั่นด้วยว่าเราปั่นในที่ที่มีความสว่างมากน้อยเพียงใดครับ ถ้าหากเราปั่นทางไกลเราควรมีไฟสำรองอีกสักอย่างน้อย 1 ชุด เผื่อแบตหมด เราจะได้มีอีกอันที่ยังสามารถใช้ได้ครับ

จุดยึดไฟแบบไหนที่เราต้องการ จุดยึดไฟของ Cateye จะมีทั้งแบบ Bracket และ สายยางรัด ซึ่งก็ดีคนละแบบ สำหรับแบบ Bracket นั้นจะให้ความแข็งแรงและมั่นคงมากกว่าแบบสายรัด แต่ถ้าแบบสายรัดก็ให้การถอดและใส่ที่รวดเร็วกว่า และมีน้ำหนักเบาครับ อีกเรื่องหนึ่งก็คือไฟนั้นมี Mount ที่สามารถติดกับจักรยานของเราได้พอดีไหม ทางที่ดีควรเอารถจักรยานไปที่ร้านจักรยานเพื่อลองใส่ดูครับว่ามันพอดีกับแฮนด์ หลักอานไหม เพื่อไฟที่ติดอย่างมั่นคงและสวยงามเข้ากับรถครับ


สั่งซื้อ สอบถามเพิ่มเติม หรือใช้บริการ service ได้ที่: http://hahhong.com/dealer/
ติดตามข่าวสารและโปรโมชั่น: https://facebook.com/hahhongth/

#CatEye #TrustTheCat

เพราะอะไร “ไฟจักรยาน” ถึงสำคัญทุกช่วงเวลา2020-12-29T13:05:00+07:00

NEW: SHIMANO FLAT PEDAL PD-EF202/PD-EF205

NEW: SHIMANO Flat Pedal บันไดรุ่นใหม่สีสันสวยงามสำหรับใช้กับรองเท้าพื้นเรียบหรือรองเท้าผ้าใบก็ได้ เหมาะกับการปั่นจักรยานในรูปแบบ Casual riding หรือ Commuting ที่มีอายุการใช้งานที่นาน

PD-EF202

บันได Aluminium ที่มีบอดี้หน้ากว้างให้การวางเท้าที่สบาย และเกาะได้ดีกับรองเท้าผ้าใบหรือจะเป็นรองเท้าแนว Touring ก็ใช้งานได้ดี ตัวแกนที่มีความแข็งแรงและสมูท
ราคา 850 บาท

PD-EF205

บันได Aluminium เช่นเดียวกับ PD-EF202 แต่จะเพิ่ม Solid platform ที่เป็นยางสามารถยึดเกาะกับรองเท้าพื้นเรียบ เช่น รองเท้าหนังได้ดียิ่งขึ้น
ราคา 950 บาท

สั่งซื้อ สอบถามเพิ่มเติม หรือใช้บริการ service ได้ที่: http://hahhong.com/dealer/
ติดตามข่าวสารและโปรโมชั่น: https://facebook.com/hahhongth/

#rideshimano #imwithshimano Shimano-MTB

NEW: SHIMANO FLAT PEDAL PD-EF202/PD-EF2052020-12-29T13:05:00+07:00
Go to Top